OverRide Review แบบเจาะลึก kawasaki ZH2 แรงกว่านี้ มีอีกไหม?

543 จำนวนผู้เข้าชม  | 

OverRide Review แบบเจาะลึก kawasaki ZH2 แรงกว่านี้ มีอีกไหม?

  OverRide Review  

Kawasaki ZH2
!!!??? แรงกว่านี้ มีอีกไหม ???!!!

HyperBike ที่ราคาจับต้องได้



     วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับสุดยอดรถ Hyper Bike จากค่าย Kawasaki นั่นคือ Z H2 รถสไตล์ Naked Bike
หนึ่งในสามของตระกูล H2 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกัน และพกเอาเทคโนโลยี Supercharge มาด้วย ซึ่งระบบนี้มันเป็น
ระบบช่วยในการอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ เพื่อเพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์ หลักการณ์การทำงานมันก็คล้ายกับระบบ
Turbo แต่ที่ต่างกัน ระบบนี้มันไม่ต้องรอรอบเหมือน Turbo มันจะเริ่มทำงานตั้งเเต่เครื่องยนต์ทำงาน เพราะสายพาน
ขับแกนใบพัดของ Supercharge ติดอยู่กับเพลาข้อเหวี่ยง ทำให้ทำงานได้ตั้งแต่เริ่มต้น ดึงหน้าหงายตั้งแต่ออกตัวได้เลย
แบบนี้



รูปทรงภายนอก การออกแบบ การดีไซน์
     ในส่วนของการออกแบบ หน้าตามันก็ยังไม่หลุดคอนเซปต์รถตระกูล Z ที่เน้นเรื่องความดุดัน ชุดไฟหน้ารูปทรงปราดเปรียว
พร้อมติดโลโก้แบบเดียวกับ Kawasaki Heavy Industy ที่อยู่บนเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ หรือเรือเดินสมุทร บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่
ได้อย่างชัดเจน และโลโก้นี้จะมีอยู่ในเฉพาะรถตระกูล H2 เท่านั้น ด้านข้างยังมีท่ออากาศ Ram Air ขนาดใหญ่ติดตั้งไว้เพื่อส่งตรงอากาศ
เข้าระบบ Supercharge  


     ชุดไฟหน้าและท่ออากาศ Ram Air ยึดติดอยู่กับตัวโครงรถ ไม่ได้ติดอยู่กับชุดแผงคอเหมือนกับ Z 900 มองรวมๆแล้วหน้าตาและรูปทรงด้านหน้าของมันออกจะล่ำบึกสักนิดนึง ถังน้ำมันขนาด 19 ลิตรใหญ่จุใจ ด้านท้ายออกแบบให้เปรียวบางลงกว่าเดิม


 
     อีกหนึ่งจุดที่พิเศษของคันนี้ก็คือโครงถักแบบ Trellis เบาและแข็งเเรง ทนต่อการรับแรงบิดได้สูง ทั้งมันยังเพิ่มความคล่องตัว
ในการขับขี่ใช้งานทั่วไป  อีกทั้ง  มันสามารถช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่าโครงแบบAluminium    ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่  แต่วิศวะกร
ออกแบบมาได้อย่างลงตัว  ดูเป็นรถที่แน่นๆ ด้านหน้าบึกบึน ด้านท้ายเปรียวบาง สมกับเป็นรถสไตล์ Naked Bike ยุคใหม่จริงๆ



ฟิลลิ่งการขับขี่ ท่านั่ง
     สำหรับท่านั่งการขับขี่ ดูจะเป็นรถที่มีความกระชับไปทุกสัดส่วนจริงๆครับ ทุกอย่างดูแน่น แข็งแรง รับกับท่าการขับขี่ทุกรูปแบบ
ระยะแฮนด์กับเบาะ ออกแบบมาได้พอดี ไม่ต้องโน้มตัวไปจับ นั่งหลังตรงพอดี ส่วนเบาะนั่งแอบแข็งนิดหน่อย



การใช้งานท่องเที่ยว
     มาถึงเรื่องการขับขี่ใช้งานทั่วไป ทั้งในเมืองและนอกเมือง ตามสไตล์รถ Naked Bike  ถ้าต้องการจะทำความเร็วสูง ก็ต้องสู้ลม
กันสักหน่อย ถ้าขับขี่ที่ความเร็วปกติ 120-130 km./hr. กำลังดี  ไม่ต้องมุดหลบลมมาก อีกเรื่องนึงครับ ความคล่องตัวที่ดูจะขัดแย้ง
กับหน้าตาของมัน มันใช้งานได้ดีเลยเหละ ช่องเล็ก ช่องน้อย ในเมืองเข้าได้หมด

 
     เมื่อต้องใช้เบรกแบบฉุกเฉิน เบรกชุดนี้มั่นใจได้เลย  เพราะเป็นคาลิปเปอร์เบรก Brembo M4.32 จับกับดิสก์เบรกคู่หน้าขนาด 290 mm.
และคาลิปเปอร์หลัง Nissin แบบ 2 pot กับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 226 mm. เสริมระบบเบรก Cornering-ABS เข้ามาอีก ยิ่งเพิ่มความ
ปลอดภัยเมื่อต้องเจอกับสถานะการณ์ที่คาดไม่ถึง อย่างเช่น เจอเศษดินหรือทรายในโค้งทำให้ต้องเบรก เพื่อหลบ ระบบนี้จะช่วยให้เรา
ไม่เกิดอันตราย  บวกกับระบบกันสะเทือนหน้าจาก Showa BFF-BP ที่สามารถดูดซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี เมื่อเจอเส้นทางขรุขระ
ในบ้านเรา



อัตราเร่งของเครื่องยนต์ในการใช้งานแบบท่องเที่ยว
     และก็มาถึงจุดเด่นของเจ้าคันนี้ คือเรื่องอัตราเร่งและความแรงทะลุโลกของมัน ด้วยเครื่องยนต์พิกัด 998 cc. บวกกับ Supercharge
รีดแรงม้าได้ถึง 200 ตัวเลยทีเดียว การเร่งแต่ละที ต้องจับแฮนด์แน่นๆเลยหล่ะ เพราะว่ามันดึงโหดจริงๆ ยิ่งเวลาที่บูสมาที ล้อหน้า
นี่แทบจะไม่ติดกับพื้นเลย ต้องทำความคุ้นเคยกันสักพัก กว่าจะจับอาการของมันได้ เนื่องด้วยการขับขี่แบบท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องใช้
ความเร็วมาก ผมเลือกใช้ Power โหมดแค่ระดับกลาง จาก 3 ระดับที่รถให้มา คือ Low,Medium,Full เพราะถ้าใช้โหมด Full มันแรงเกินไป
กับการที่ต้องขับขี่ท่องเที่ยวในระยะไกล   จะทำให้เราเหนื่อยและเปลืองพลังงานอย่างมากกับการที่ต้องสู้กับอัตราเร่งมหาศาลที่มีมาก
ถึง 137 Nm. 



     อธิบายเป็นตัวเลขอาจไม่เข้าใจ  งั้นลองนึกภาพตามแบบนี้ ขี่มาที่ความเร็ว 120 km./hr. ที่เกียร์6 กระแทกคันเร่งที ล้อหน้ายังลอยขึ้นมาอยู่เลย


ฟิลลิ่งการขับขี่ในสนาม
     หลังจากขี่เที่ยวกันมา เราก็อยากรู้ว่ามันจะขี่ในสนามมันส์แค่ไหน เราเลยลงไปหวดกันดู ว่ามันจะให้อารมณ์สะใจขนาดไหน
ก่อนลงสนามเราได้ปรับโหมดให้เหมาะกับการขับขี่ในสนาม  ปรับ Power Mode เป็น Full พร้อมปิดระบบ Traction Control เพื่อ
ความอยากรู้ เมื่อลงไปก็หวดกันเลย ไม่ต้องวอร์มอะไรแล้ว


     กดทางตรงเเบบเต็มคันเร่ง โอ้โห เวลาบูสมาทีเนี่ย เหมือนโดนถีบออกจากรถ มันดึงมากๆ แบบที่ว่าไม่ตั้งตัวหรือไม่มีสมาธิอยู่กับมัน นี่อาจเกิดอันตรายได้เลยนะครับ และยิ่งเวลาต่อเกียร์ด้วย Quick Shiffter แต่ละที รถนี่ดึงไม่พักเลย 



     หลังจากรู้สึกตกใจกับแรงบิดของมัน มันยังมีอีกเรื่องที่ให้เราตกใจ นั่นคือระบบเบรกที่กดเพียงเบาๆ รถก็แทบจะหยุดนิ่ง
คืออารมณ์เหมือนสัตว์ที่ดุร้ายเจอปืนไรเฟิลยิงแสกหน้า นิ่งสนิทเลยเมื่อกดเบรกแต่ละที ต่อกันที่ช่วงล่างครับ โช้ค Showa
ชื่อนี้ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆนะครับ โค้งทุกโค้งนี่เค้าเอาอยู่หมด ไม่มีอาการที่ทำให้เรารู้สึกเสียวเลยสักนิด พลิกรถก็ง่าย แถมยัง
เข้าโค้งได้เนียนอีก อะไรมันจะมันส์ขนาดนี้



     แต่ขอบอกไว้เลย การปิดระบบ Traction Control การขับขี่มันจะให้อารมณ์สุดเร้าใจมากๆ แต่ถ้าเอาพอสนุก และเพื่อความปลอดภัยแนะนำควรเปิดไว้ดีกว่า  เพราะว่าถ้าปิดระบบนี้แล้ว หน้ารถนี่พร้อมลอยตลอดทุกเกียร์ เน้นเลย ว่ามันลอยทุกเกียร์จริงๆ


 
     เสริมอีกนิดนึง ถ้าใครคิดว่าออกตัวยังไม่เนียน มันมีระบบ Launch Control เพิ่มเข้ามาช่วยให้เราสามารถออกตัวได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และที่สำคัญไม่หงายท้องแน่นอน



TopSpeed
     ต้องบอกไว้ตรงนี้ ว่ามันเป็นรถที่มีอัตราเร่งรุนแรงมาก  และเส้นทางบ้านเราไม่ค่อยเอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ การขับขี่ทดสอบ
จึงทำได้ยากมาก



     เริ่มตั้งแต่ออกตัว อาการรถนี่มีมาให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบเลยครับ ล้อหน้านี่แทบไม่อยากจะอยู่ติดกับพื้นสักเท่าไหร่ ด้วยมันเป็นรถ
สไตล์ Naked Bike หน้ามันจึงเบาและไว เป็นรถที่ดื้อเอาเรื่องคันนึงเลยครับ สังเกตุได้จากเรือนไมล์ จุดสีฟ้าที่แสดงค่าแรง G ของรถ
จะอยู่ที่ด้านหลังตลอด ทุกครั้งที่ต่อเกียร์อาการเดิม เหมือนโดนถีบออกจากรถ ต้องสู้กันตลอดเวลา และเมื่อความเร็วตั้งแต่ 220 km./hr
อาการส่ายของชุดหน้า   ออกอาการให้เห็นตลอดจนถึงความเร็วปลาย  ในใจตอนนั้นก็แอบนึกถึง Winglet ถ้ามีติดมามันคงช่วยเพิ่มเเรงกด
ที่ล้อหน้า และทำให้ควบคุมรถที่ความเร็วสูงได้ดีกว่านี้    ซึ่งตัวผมก็กัดฟันสู้จนได้ความเร็วที่เห็นนี่เหละ มันน่ากลัวและอันตรายมากจริงๆ
เลยตัดสินใจยกคันเร่งดีกว่า ต้องขออภัยด้วยครับที่ไม่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ตามที่ควร แต่เราอยากให้ดูอัตราเร่งช่วง 0-200 km./hr.
มันเร็วและจัดมากเลยนะ ลองนับกันเล่นๆ ไม่กี่วิเองนะครับ


 
เทคโนโลยีใหม่ของหน้าจอ TFT
     หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลพื้นฐานต่างๆได้อย่างชัดเจน ทั้งยังสามารถปรับสีของพื้นหลังเป็นสีขาวหรือดำได้ 
พร้อมยังเพิ่มชุดเซนเซอร์ IMU 6 แกนเข้ามาที่หน้าจออีก แสดงค่าทั้งองศาการเอียงของตัวรถ ค่าจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ และเรายังสามารถ
ปรับตั้งค่าต่างๆได้เองผ่านปุ่มควบคุมที่อยู่ทั้งด้านซ้ายและขวา หรือจะปรับตั้งค่าต่างๆผ่านมือถือด้วยแอปพลิเคชั่น   Rideology 
ก็สามารถทำได้



App Rideology
     และสำหรับการเชื่อมต่อ Bluetooth เข้ากับ Smart Phone ผ่านแอปพลิเคชั่น Rideology ที่ใช้เพื่อดูข้อมูลของตัวรถ และจัดการ
ปรับแต่งการทำงานต่างๆ ของระบบในตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน  โดยจะมี 3 หัวข้อหลักๆ ในการใช้งาน ดังนี้


 
Vehicle Info
     สามารถดูข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวรถ อย่างเช่นเลขไมล์,ทริป A ทริป B ,ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง  และยังสามารถดูตำแหน่งของรถผ่านแผนที่ได้

Riding Log
     ระบบบันทึกการขับขี่ ที่สามารถบันทึกทุกพฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้ อาทิ ความเร็วสูงสุดที่ใช้งาน เกียร์อะไร ใช้รอบเท่าไหร่ องศา
การเอียงของตัวรถ ระยะทางที่ใช้งานไป สามารถบันทึกและเปิดดูเพื่อเช็คข้อมูลการขับขี่ของเราได้


Tuning
     เป็นการปรับตั้งค่าโหมดการขับขี่ และปรับเซ็ทค่าต่างๆ โดยละเอียดผ่านมือถือ และส่งค่าไปยังตัวรถ โดยที่ไม่ต้องไปปรับที่รถ
ให้เสียเวลา เช่นการปรับ Riding Mode ,Power Mode,Traction Control,Engine Brake

     หรือถ้ายังไม่พอ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูวิธีการตั้งค่าและการเซ็ทค่าทั้งหมดผ่านเว็บไซด์ Kawasaki โดยละเอียดได้ด้วยตัวเอง มีคำอธิบายแบบเจาะลึกทุกหัวข้อ


สรุปโดยรวมเกี่ยวกับตัวรถ
     โดยรวมของ Z H2 คันนี้ ดูจะเป็นรถที่มีพละกำลังเหลือใช้มาก ต้องทำความรู้จักให้เข้ามือสักระยะนึง ก่อนที่จะลองขับขี่แบบเต็มคันเร่ง
เพราะความแรงของมันอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ถ้าเรายังไม่ชินมือ แต่ก็ใช่ว่ามันจะแรงอย่างเดียว ตัวรถก็ยังมีระบบความปลอดภัย
มาอย่างจัดเต็มเช่นกัน ในเรื่องการใช้งานท่องเที่ยวระยะไกล กับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ซึ่งครั้งนี้ระยะทาง ไป-กลับ ก็ประมาณ 500
กว่ากิโลเมตร รวมทั้งขับขี่ในสนามอีกเกือบสองชั่วโมง เราเติมน้ำมันไป 1,000 บาทพอดิบพอดี   



     ถ้าถามว่ารถคันนี้เหมาะกับใคร ผมคิดว่ามันเหมาะกับทุกคน ถ้าเราทำความเคยชินกับตัวรถสักระยะหนึ่ง เราก็จะสัมผัสและเข้าถึงตัวรถได้ง่ายๆไม่ยาก แต่ถ้าเพิ่งจับและลงไปหวดกันแบบเต็มคันเร่ง ผมว่าไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ครับ ตัวรถมีอุปกรณ์ช่วยเหลือเรามากมายครับ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะไม่ปลอดภัย แค่ขับขี่ด้วยความระมัดระวังเท่านี้ก็ปลอดภัยแล้วครับ แต่ของเน้นย้ำไว้อีกหน่อยว่ารถคันนี้

“ขี่โคตรมันส์ โคตรสะใจ”
Kawasaki Z H2 ราคา 917,200 บาท